การติดต่อเจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรม
** สิทธิในการยื่นคำร้องขอประกันตัว
** หลักประกัน
คำว่า เจ้าหน้าที่กระบวนการยุติธรรม หมายถึง เจ้าหน้าที่ทุกระดับทุกส่วน ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม คือ พนักงานสอบสวน อัยการ ศาล ทนายความ ราชทัณฑ์ เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เข้าข่ายคดีอาญาซึ่งจะต้องอาศัยกระบวนการยุติธรรมในการบำบัดทุกข์บำรุงสุข ของประชาชน การมีปฏิสัมพันธ์กับเจ้าหน้าที่เหล่านี้จึงเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ รู้จักแต่หน้าตากันอย่างเดียวคงไม่พอ จะต้องรู้ถึงขอบเขตความรับผิดชอบของคนเหล่านี้ด้วย
พนักงานสอบสวน คือ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำหน้าที่จับกุมผู้ต้องหาค้นหาหลักฐาน สอบสวน และสรุปสำนวนว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาหรือไม่ แล้วจึงส่งเรื่องไปยังอัยการ
อัยการ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทนายแผ่นดิน มีหน้าที่ในการตัดสินว่าจะสั่งฟ้องผู้ต้องหาต่อศาลหรือไม่หลังจากที่ได้รับสรุปสำนวนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว
ศาล คือ ผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในการตัดสินคดีความต่าง ๆ ตามกฎหมาย
ทนายความ คือ ตัวแทนที่ฝ่ายโจทก์ (ผู้ได้รับความเสียหาย) และจำเลย (ผู้ต้องหา)
ตั้งขึ้นมาเป็นตัวแทนในการว่าความหรือแก้ต่างในเรื่องต่าง ๆ เพื่อให้ศาลนำไปพิจารณาตัดสิน บุคคลดังกล่าวจะต้องมีใบอนุญาตจากสภาทนายความให้ประกอบอาชีพทนายความได้ และเราไม่จำเป็นต้องตั้งทนายความก็ได้ หากมั่นใจว่าเราสามารถว่าความด้วยตัวเองในคดีได้
ราชทัณฑ์ มีหน้าที่คุมตัวผู้ต้องหาหลังจากที่ตัดสินจำคุกแล้ว เรียกง่าย ๆ ก็คือ ผู้คุม จะคอยดูแลการเยี่ยมนักโทษ ดูแลความเป็นอยู่ของนักโทษในห้องขัง
ก่อนจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม บทเรียนแรกที่ท่านต้องศึกษาเป็นพื้นฐาน คือ คดีอาญา
1. คดีอาญาแผ่นดิน เป็นคดีอาญาที่คู่ความตกลงยอมความกันไม่ได้ ถือเป็นการกระทำผิดทางอาญาที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน เช่น ความผิดต่อความมั่นคงของรัฐ ความผิดต่อชีวิต ความผิดต่อร่างกาย ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ทั่วไป ความผิดที่รัฐเข้าไปควยคุมการดำเนินการในกิจการที่สำคัญหรือร้ายแรง ได้แก่ การค้ายาเสพติด การตัดไม้ทำลายป่า การพนันเถื่อน หวยเถื่อน คอร์รัปชั่น ซึ่งความผิดทางอาญาแผ่นดินส่วนมากจะเกิดความเสียหายแก่ทั้งรัฐและประชาชนด้วย
2. คดีอาญาที่ยอมความกันได้ คือ การกระทำผิดอาญาที่ไม่ก่อผลกระทบกระเทือนต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนทั่วไป แต่เป็นความผิดส่วนตัวที่มีผลต่อผู้ถูกกระทำโดยเฉพาะ ซึ่งเท่าที่ปรากฏในประมวลกฎหมายอาญาว่ายอมความกันได้ ก็มีหลายประการ ดังนี้
ความผิดอันยอมความได้นั้น ผู้เสียหายจะต้องร้องทุกข์หรือฟ้องคดีด้วยความเองภายในกำหนดอายุความ 3 เดือน นับแต่วันรู้เรื่องและรู้ตัวผู้กระทำผิด ถ้าไม่ทำภายในกำหนดอายุความ จะทำให้คดีขาดอายุความ และจะฟ้องร้องอีกไม่ได้
ผู้ได้รับความเสียหาย หรือ ผู้มีอำนาจจัดการแทน คือ
1. ชั้นพนักงานสอบสวน
ก. เจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นพนักงานสอบสวนดำเนินการรับแจ้งเหตุและสอบสวนรวบรวมพยานหลักฐาน เป็นสำนวนคดี ตามกฎหมายได้ให้อำนาจแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนี้
อำนาจการควบคุมตัวผู้ต้องหาของพนักงานสอบสวน
- ในความผิดที่มีอัตราโทษไม่สูงกว่าความผิดลหุโทษ พนักงานสอบสวนจะควบคุมผู้ต้องหาได้เท่าเวลาที่จะถามคำให้การและที่จะรู้ว่าเขาเป็นใคร อยู่ที่ไหน เท่านั้น
- ห้ามควบคุมตัวผู้ต้องหาเกินกว่า 48 ชั่วโมง นับตั้งแต่เวลาที่ถูกจับมาถึงที่ทำการของตำรวจ เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นก็สามารถยืดเวลาได้แต่ไม่เกิน 3 วัน
- ถ้าหากมีความจำเป็นที่จะควบคุมผู้ต้องหาเกิน 3 วัน ต้องส่งให้ศาลเป็นผู้พิจารณาเท่านั้น โดย
ข. เมื่อพนักงานสอบสวนรวมพยานหลักฐานเสร็จแล้วก็จะสรุปสำนวนการสอบสวน
มีความเห็นคดีได้ 3 ทาง ดังนี้
สำหรับคดีอาญาที่สามารถเลิกกันได้ในชั้นพนักงานสอบสวน คือ คดีอาญาที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว เช่น คดีฉ้อโกงทรัพย์ ยักยอกทรัพย์ เมื่อผู้เสียหายถอนคำร้องทุกข์ และคดีที่พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรียบเทียบปรับ และผู้ต้องหาได้ชำระค่าปรับตามกำหนดแล้ว
2. ชั้นพนักงานอัยการ
เมื่อเรื่องส่งมาถึงชั้นพนักงานอัยการพนักงานอัยการจะพิจารณาและมีความเห็นคดีไว้ใน 3 ทาง ดังนี้
3. ชั้นศาล
ก.ศาลอาญา จะพิพากษาคดีโดยแยกเป็น 2 กรณี คือ
ข. ศาลอุทธรณ์ จะพิพากษาคดีซึ่งแยกได้ 2 กรณี
ค.ศาลฎีกา คำพิพากษาของศาลฎีกาถือเป็นที่สิ้นสุดของกระบวนการยุติธรรม
จะต้องมีการบังคับคดีตามคำพิพากษานั้น ๆ เว้นแต่จะมีพระบรมราชโองการลดโทษให้
4. ชั้นราชทัณฑ์
เมื่อศาลฎีกาพิพากษาคดีจนถึงที่สุดแล้ว จำเลยจะถูกส่งตัวมาอยู่ในความรับผิดชอบในชั้นนี้ โดยเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ สามารถ
1. ตั้งทนายความยื่นฟ้องคดีอาญาต่อศาลได้ โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการ ของพนักงานสอบสวนและพนักงานอัยการ ศาลจะพิจารณาพยานหลักฐานเบื้องต้น หากเห็นว่ามีมูลจะประทับรับฟ้องและพิจารณาดำเนินคดีกับผู้ต้องหาต่อไปถ้าไม่มีมูลก็จะไม่รับฟ้อง
2. พบและปรึกษาทนายสองต่อสอง ในการขอพบทนาย จะต้องร้องขอต่อนายตำรวจเวรประจำการสถานีตำรวจนั้น ๆ โดยเขียนคำร้องเป็นลายลักษณ์อักษรหรือจะใช้คำพูดก็ได้ แต่ต้องระบุชื่อทนายความด้วย และสำหรับผู้ต้องหาที่ไม่มีเงินจะจ้างทนายความได้ ศาลจะจัดทนายความบริการว่าความให้โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใด
3. มีสิทธิให้ทนายความหรือผู้ที่ตนไว้วางใจเข้าฟังการสอบปากคำตนได้
4. ได้รับการเยี่ยมตามสมควร คือ ในเวลาปกติตามที่ทางราชการกำหนด และเวลาอื่น ซึ่งต้องขออนุญาตจากนายตำรวจเวรประจำการผู้รับผิดชอบก่อน
5. ได้รับรักษาโดยเร็วเมื่อเจ็บป่วย ถ้าเจ็บป่วยก่อนถูกควบคุม เจ้าหน้าที่ตำรวจจะนำผู้ต้องหาที่เจ็บป่วยไปโรงพยาบาลของทางราชการเพื่อรับการรักษา แต่ถ้าเจ็บป่วยในระหว่างถูกควบคุมตัว ร้อยเวรประจำการจะเป็นผู้รายงานต่อสารวัตรหัวหน้าสถานีเพื่อพิจารณาอนุญาตนำตัวส่งโรงพยาบาล
** สิทธิในการยื่นคำร้องขอประกันตัว
คือ การอนุญาตให้ผู้ต้องหาเป็นอิสระ พ้นจากการถูกควบคุมของเจ้าหน้าที่ในระยะเวลาหนึ่งที่มีกำหนด โดยผู้มีสิทธิยื่นคำร้องคือตัวผู้ต้องหาเองหรือผู้มีผลประโยชน์เกี่ยวข้อง อาจเป็นพ่อแม่ญาติพี่น้องก็ได้ ผู้ขอประกันต้องเป็นผู้มีความสามารทำนิติกรรมได้ โดยดำเนินการ ดังนี้
- เขียนคำร้องขอประกันต่อพนักงานสอบสวน
- เมื่อพนักงานสอบสวนรับคำร้องแล้ว ให้ขอหลักฐานการรับสัญญาประกันซึ่งต้องลงเวลารับคำร้องไว้ด้วย
- เจ้าพนักงานจะพิจารณาแจ้งผลการสั่งคำร้องให้เสร็จภายใน 24 ชั่วโมง
หลักเกณฑ์การพิจารณาให้ประกันตัวผู้ต้องหา
- ความหนักเบาของข้อหา
- พยานหลักฐานที่นำมาสืบแล้วมีเพียงใด
- พฤติการณ์ต่าง ๆ ในคดีเป็นอย่างไร
- ผู้ร้องขอประกันหรือหลักประกันมีความน่าเชื่อถือเพียงใด
- ผู้ต้องหาหรือจำเลยน่าจะหลบหนีหรือไม่
- ภัยอันตรายหรือความเสียหายที่เกิดจากการปล่อยตัวชั่วคราวมีหรือไม่เพียงใด
|
บุคคล |
วงเงินประกัน |
|
- ข้าราชการพลเรือน ระดับ 3 - 5 หรือ ข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 60,000 บาท |
|
- ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้ง แต่ร้อยตรี เรือตรี เรืออากาศตรี หรือ ร้อยตำรวจตรี ถึงพันตรี นาวาตรี นาวา อากาศตรี หรือ พันตำรวจตรี |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 60,000 บาท |
|
- ข้าราชการบำนาญตั้งแต่ระดับ 6 หรือ เทียบเท่าขึ้นไป - พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกับ ข้าราชการประจำ - สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร - สมาชิกสภาจังหวัด - สมาชิกสภาเทศบาล |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 60,000 บาท |
|
- สมาชิกสภาเมืองพัทยา - สมาชิกสภาเขตกรุงเทพฯ - กรรมการสุขาภิบาล - กำนัน - ผู้ใหญ่บ้าน |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 60,000 บาท |
|
บุคคล |
วงเงินประกัน |
|
- ข้าราชการพลเรือนระดับ 6 ถึง 8 หรือ ข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า - ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้ง แต่พันโท นาวาโท นาวาอากาศโท หรือ พันตำรวจโท นาวาเอก นาวาอากาศ เอก หรือพันตำรวจเอก |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท |
|
- ข้าราชการตุลาการ หรืออัยการตั้งแต่ ชั้น 1 ถึง 2 - พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกัน กับข้าราชการประจำ |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 200,000 บาท |
|
- ข้าราชการพลเรือนระดับ 9 ถึง 10 หรือ ข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า - ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้ง แต่ พันเอก นาวาเอก หรือพันตำรวจ เอกที่ได้รับอัตราเงินเดือนพันเอก (พิเศษ) นาวาอากาศเอก (พิเศษ) หรือ ตำรวจเอก (พิเศษ) ถึง พลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรี หรือพลตำรวจตรี |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท |
|
- ข้าราชการตุลาการ หรืออัยการตั้งแต่ ชั้น 3 ถึง 4 - พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกัน กับข้าราชการประจำ |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท |
|
- ข้าราชการพลเรือนระดับ 11 หรือ ข้าราชการอื่นที่เทียบเท่า - ข้าราชการทหารหรือตำรวจที่มียศตั้ง แต่พลโท พลเรือโท พลอากาศโท หรือ พลตำรวจโท - ข้าราชการตุลาการ หรืออัยการตั้งแต่ ชั้น 5 ขึ้นไป |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท |
|
บุคคล |
วงเงินประกัน |
|
- พนักงานรัฐวิสาหกิจในระดับเดียวกัน กับข้าราชการประจำ |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท |
|
- สมาชิกรัฐสภาข้าราชการการเมือง หรือ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร |
- ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองได้ในวงเงินไม่เกิน 1,000,000 บาท |
** สิ่งที่ห้ามลืมสำหรับผู้ประกัน
- แสดงบัตรประจำตัวต่อพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบพิจารณาทันที
- แสดงหนังสือรับรองจากต้นสังกัดและภาระผูกพันนั้นภายใน 5 วัน นับตั้งแต่วันที่ได้รับอนุญาตให้ประกัน
- ใครที่ทำสัญญาประกันผู้อื่นหรือตนเองไว้ แต่หลักประกันยังไม่พอ ก็สามารถใช้บุคคลอื่นที่มีคุณสมบัติตามที่กำหนดไว้หรือใช้หลักทรัพย์อื่นเป็นหลักประกันเพิ่มเติมได้